ยอดส่งต่อวันบอกจังหวะของร้าน
สิ่งแรกที่เจ้าของร้านควรติดตามคือจำนวนพัสดุที่รับในแต่ละวัน
ไม่ควรดูเพียงยอดรวมปลายเดือน แต่ควรแยกให้เห็นว่า
- วันใดมีลูกค้าเข้ามามาก
- วันใดยอดส่งลดลง
- ช่วงเช้าหรือช่วงเย็นมีลูกค้ามากกว่า
- ต้นเดือนและปลายเดือนแตกต่างกันหรือไม่
- ช่วงโปรโมชันออนไลน์ยอดส่งเพิ่มขึ้นแค่ไหน
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เจ้าของร้านจัดเวลาทำงานและเตรียมคนได้เหมาะสม
หากรู้ว่าช่วงเย็นมีลูกค้าเข้าร้านมาก ก็สามารถเตรียมพนักงาน อุปกรณ์แพ็กสินค้า และพื้นที่วางพัสดุให้พร้อมก่อนถึงช่วงเร่งด่วน
แยกลูกค้าใหม่กับลูกค้าประจำร้านพัสดุไม่ควรนับเฉพาะจำนวนคนที่เดินเข้าร้าน แต่ควรรู้ด้วยว่าใครเป็นลูกค้าใหม่ และใครกลับมาใช้บริการซ้ำ
ตัวอย่างข้อมูลที่ควรสังเกต ได้แก่
- ลูกค้าทั่วไปที่ส่งเดือนละครั้ง
- พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ส่งทุกสัปดาห์
- ร้านค้าในพื้นที่ที่ส่งสินค้าประจำ
- บริษัทที่มีเอกสารต้องจัดส่ง
- ลูกค้าที่เคยใช้บริการแล้วหายไป
หากร้านมีลูกค้าประจำเพิ่มขึ้น แสดงว่าร้านกำลังสร้างฐานรายได้ที่มั่นคง
แต่หากลูกค้าใหม่เข้ามามากและไม่กลับมาใช้ซ้ำ เจ้าของร้านควรตรวจสอบประสบการณ์การบริการ ราคา ระยะเวลารอ และความสะดวกภายในร้าน
ดูว่าสินค้าประเภทใดถูกส่งมากที่สุดพัสดุแต่ละประเภทมีวิธีดูแลไม่เหมือนกัน
ร้านจึงควรจดข้อมูลคร่าว ๆ ว่าลูกค้าในพื้นที่นิยมส่งอะไร เช่น
- เสื้อผ้าและสินค้าแฟชั่น
- อาหารแห้ง
- เครื่องสำอาง
- อะไหล่
- เอกสาร
- ต้นไม้
- สินค้าแตกหักง่าย
- กล่องขนาดใหญ่
เมื่อรู้ว่าสินค้ากลุ่มใดถูกส่งบ่อย ร้านก็สามารถเตรียมวัสดุให้เหมาะสมได้
หากพื้นที่มีลูกค้าส่งสินค้าแตกหักง่ายจำนวนมาก ร้านอาจเพิ่มบริการแพ็กกันกระแทก พร้อมเตรียมบับเบิลและกล่องหลายขนาด
หากมีร้านค้าออนไลน์ส่งเสื้อผ้าเป็นประจำ อาจจัดแพ็กเกจค่าส่งหรือเตรียมถุงพัสดุให้เพียงพอ
ติดตามรายได้จากบริการเสริมรายได้ของร้านพัสดุไม่จำเป็นต้องมาจากค่าจัดส่งเพียงอย่างเดียว
ร้านควรแยกบันทึกรายได้จาก
- ค่ากล่อง
- ค่าซอง
- ค่าบับเบิล
- ค่าเทปกาว
- ค่าบริการแพ็ก
- ค่าพิมพ์เอกสาร
- ค่าถ่ายเอกสาร
- บริการเสริมอื่นภายในร้าน
เมื่อแยกข้อมูลออกมา เจ้าของร้านจะเห็นทันทีว่าบริการใดสร้างรายได้ดี และบริการใดมีคนถามแต่ร้านยังไม่มีให้บริการ
นี่คือโอกาสเพิ่มรายได้จากลูกค้ากลุ่มเดิม โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนลูกค้าใหม่เพียงอย่างเดียว
จดปัญหาที่ลูกค้าถามบ่อยคำถามของลูกค้าคือข้อมูลสำคัญในการพัฒนาร้าน
ตัวอย่างคำถามที่ควรบันทึก ได้แก่
- ส่งของชิ้นนี้กับบริษัทใดเหมาะที่สุด
- ใช้เวลากี่วัน
- สินค้าชนิดนี้ส่งได้หรือไม่
- ต้องแพ็กอย่างไร
- มีบริการเก็บเงินปลายทางหรือไม่
- ตรวจสอบสถานะจากที่ไหน
- หากพัสดุมีปัญหาต้องติดต่อใคร
เมื่อพบคำถามเดิมซ้ำหลายครั้ง ร้านสามารถทำป้ายคำแนะนำ ทำโพสต์บน Facebook หรือเตรียมคำตอบมาตรฐานไว้ให้พนักงาน
ลูกค้าจะได้รับข้อมูลเร็วขึ้น และร้านก็ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น
นำข้อมูลมาวางแผนโปรโมชัน
การทำโปรโมชันโดยไม่มีข้อมูล อาจลดราคาไปโดยไม่จำเป็น
แต่หากร้านรู้ว่าวันอังคารและวันพุธมีลูกค้าน้อย ก็อาจทำโปรเฉพาะวันนั้น เช่น
- ส่งครบตามจำนวน รับส่วนลดค่ากล่อง
- ซื้อวัสดุแพ็กครบตามยอด รับบริการแพ็กฟรี
- ลูกค้าใหม่รับสิทธิ์ทดลองใช้บริการ
- ลูกค้าออนไลน์รับราคาพิเศษตามปริมาณงาน
- แนะนำเพื่อนมาใช้บริการ รับสิทธิ์ทั้งสองฝ่าย
โปรโมชันที่สร้างจากข้อมูลจริง มีโอกาสช่วยเพิ่มยอดในช่วงที่ร้านต้องการได้ดีกว่าการจัดโปรแบบกว้าง ๆ
สรุปร้านพัสดุที่บริหารด้วยข้อมูล จะรู้ว่าร้านกำลังโตจากอะไร และควรพัฒนาจุดใดต่อ
ข้อมูลพื้นฐานอย่างจำนวนพัสดุ ช่วงเวลาที่ลูกค้าเข้า ประเภทสินค้า รายได้จากบริการเสริม และคำถามที่ลูกค้าถามบ่อย สามารถนำมาใช้วางแผนเพิ่มยอดขายได้จริง
DDC EXPRESS ให้ความสำคัญกับการเปิดร้านแบบมีระบบ เพื่อช่วยให้เจ้าของร้านมองเห็นภาพการทำงานได้ชัดเจน และนำข้อมูลไปต่อยอดธุรกิจได้ง่ายขึ้น
สนใจเปิดร้านพัสดุแบบมีระบบ พร้อมที่ปรึกษา หากคุณกำลังมองหาแนวทางเริ่มต้น หรืออยากเปิดร้านแบบ "ไม่ลองผิดลองถูก"ติดต่อได้เลยครับ 080-295-6052 (คุณบอย)
080-295-1830 (คุณปูเป้)
Facebook:
DDC Express-ร้านรับส่งพัสดุด่วน ทั่วไทย Line:
@DDC EXPRESS