เปลี่ยนข้อมูลหน้าร้านให้เป็นยอดขาย ร้านพัสดุควรจดอะไรบ้างในแต่ละวัน

Last updated: 17 ก.ค. 2569  |  0 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เปลี่ยนข้อมูลหน้าร้านให้เป็นยอดขาย ร้านพัสดุควรจดอะไรบ้างในแต่ละวัน

ยอดส่งต่อวันบอกจังหวะของร้าน
สิ่งแรกที่เจ้าของร้านควรติดตามคือจำนวนพัสดุที่รับในแต่ละวัน

ไม่ควรดูเพียงยอดรวมปลายเดือน แต่ควรแยกให้เห็นว่า

  • วันใดมีลูกค้าเข้ามามาก
  • วันใดยอดส่งลดลง
  • ช่วงเช้าหรือช่วงเย็นมีลูกค้ามากกว่า
  • ต้นเดือนและปลายเดือนแตกต่างกันหรือไม่
  • ช่วงโปรโมชันออนไลน์ยอดส่งเพิ่มขึ้นแค่ไหน
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เจ้าของร้านจัดเวลาทำงานและเตรียมคนได้เหมาะสม

หากรู้ว่าช่วงเย็นมีลูกค้าเข้าร้านมาก ก็สามารถเตรียมพนักงาน อุปกรณ์แพ็กสินค้า และพื้นที่วางพัสดุให้พร้อมก่อนถึงช่วงเร่งด่วน

แยกลูกค้าใหม่กับลูกค้าประจำ
ร้านพัสดุไม่ควรนับเฉพาะจำนวนคนที่เดินเข้าร้าน แต่ควรรู้ด้วยว่าใครเป็นลูกค้าใหม่ และใครกลับมาใช้บริการซ้ำ

ตัวอย่างข้อมูลที่ควรสังเกต ได้แก่
  • ลูกค้าทั่วไปที่ส่งเดือนละครั้ง
  • พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ส่งทุกสัปดาห์
  • ร้านค้าในพื้นที่ที่ส่งสินค้าประจำ
  • บริษัทที่มีเอกสารต้องจัดส่ง
  • ลูกค้าที่เคยใช้บริการแล้วหายไป
หากร้านมีลูกค้าประจำเพิ่มขึ้น แสดงว่าร้านกำลังสร้างฐานรายได้ที่มั่นคง

แต่หากลูกค้าใหม่เข้ามามากและไม่กลับมาใช้ซ้ำ เจ้าของร้านควรตรวจสอบประสบการณ์การบริการ ราคา ระยะเวลารอ และความสะดวกภายในร้าน

ดูว่าสินค้าประเภทใดถูกส่งมากที่สุด
พัสดุแต่ละประเภทมีวิธีดูแลไม่เหมือนกัน

ร้านจึงควรจดข้อมูลคร่าว ๆ ว่าลูกค้าในพื้นที่นิยมส่งอะไร เช่น
  • เสื้อผ้าและสินค้าแฟชั่น
  • อาหารแห้ง
  • เครื่องสำอาง
  • อะไหล่
  • เอกสาร
  • ต้นไม้
  • สินค้าแตกหักง่าย
  • กล่องขนาดใหญ่
เมื่อรู้ว่าสินค้ากลุ่มใดถูกส่งบ่อย ร้านก็สามารถเตรียมวัสดุให้เหมาะสมได้

หากพื้นที่มีลูกค้าส่งสินค้าแตกหักง่ายจำนวนมาก ร้านอาจเพิ่มบริการแพ็กกันกระแทก พร้อมเตรียมบับเบิลและกล่องหลายขนาด

หากมีร้านค้าออนไลน์ส่งเสื้อผ้าเป็นประจำ อาจจัดแพ็กเกจค่าส่งหรือเตรียมถุงพัสดุให้เพียงพอ

ติดตามรายได้จากบริการเสริม
รายได้ของร้านพัสดุไม่จำเป็นต้องมาจากค่าจัดส่งเพียงอย่างเดียว

ร้านควรแยกบันทึกรายได้จาก
  • ค่ากล่อง
  • ค่าซอง
  • ค่าบับเบิล
  • ค่าเทปกาว
  • ค่าบริการแพ็ก
  • ค่าพิมพ์เอกสาร
  • ค่าถ่ายเอกสาร
  • บริการเสริมอื่นภายในร้าน
เมื่อแยกข้อมูลออกมา เจ้าของร้านจะเห็นทันทีว่าบริการใดสร้างรายได้ดี และบริการใดมีคนถามแต่ร้านยังไม่มีให้บริการ

นี่คือโอกาสเพิ่มรายได้จากลูกค้ากลุ่มเดิม โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนลูกค้าใหม่เพียงอย่างเดียว

จดปัญหาที่ลูกค้าถามบ่อย
คำถามของลูกค้าคือข้อมูลสำคัญในการพัฒนาร้าน

ตัวอย่างคำถามที่ควรบันทึก ได้แก่

  • ส่งของชิ้นนี้กับบริษัทใดเหมาะที่สุด
  • ใช้เวลากี่วัน
  • สินค้าชนิดนี้ส่งได้หรือไม่
  • ต้องแพ็กอย่างไร
  • มีบริการเก็บเงินปลายทางหรือไม่
  • ตรวจสอบสถานะจากที่ไหน
  • หากพัสดุมีปัญหาต้องติดต่อใคร

เมื่อพบคำถามเดิมซ้ำหลายครั้ง ร้านสามารถทำป้ายคำแนะนำ ทำโพสต์บน Facebook หรือเตรียมคำตอบมาตรฐานไว้ให้พนักงาน

ลูกค้าจะได้รับข้อมูลเร็วขึ้น และร้านก็ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น

นำข้อมูลมาวางแผนโปรโมชัน
การทำโปรโมชันโดยไม่มีข้อมูล อาจลดราคาไปโดยไม่จำเป็น

แต่หากร้านรู้ว่าวันอังคารและวันพุธมีลูกค้าน้อย ก็อาจทำโปรเฉพาะวันนั้น เช่น

  • ส่งครบตามจำนวน รับส่วนลดค่ากล่อง
  • ซื้อวัสดุแพ็กครบตามยอด รับบริการแพ็กฟรี
  • ลูกค้าใหม่รับสิทธิ์ทดลองใช้บริการ
  • ลูกค้าออนไลน์รับราคาพิเศษตามปริมาณงาน
  • แนะนำเพื่อนมาใช้บริการ รับสิทธิ์ทั้งสองฝ่าย
โปรโมชันที่สร้างจากข้อมูลจริง มีโอกาสช่วยเพิ่มยอดในช่วงที่ร้านต้องการได้ดีกว่าการจัดโปรแบบกว้าง ๆ

สรุป
ร้านพัสดุที่บริหารด้วยข้อมูล จะรู้ว่าร้านกำลังโตจากอะไร และควรพัฒนาจุดใดต่อ

ข้อมูลพื้นฐานอย่างจำนวนพัสดุ ช่วงเวลาที่ลูกค้าเข้า ประเภทสินค้า รายได้จากบริการเสริม และคำถามที่ลูกค้าถามบ่อย สามารถนำมาใช้วางแผนเพิ่มยอดขายได้จริง

DDC EXPRESS ให้ความสำคัญกับการเปิดร้านแบบมีระบบ เพื่อช่วยให้เจ้าของร้านมองเห็นภาพการทำงานได้ชัดเจน และนำข้อมูลไปต่อยอดธุรกิจได้ง่ายขึ้น

สนใจเปิดร้านพัสดุแบบมีระบบ พร้อมที่ปรึกษา หากคุณกำลังมองหาแนวทางเริ่มต้น หรืออยากเปิดร้านแบบ "ไม่ลองผิดลองถูก"

ติดต่อได้เลยครับ
080-295-6052 (คุณบอย)
080-295-1830 (คุณปูเป้)
Facebook: DDC Express-ร้านรับส่งพัสดุด่วน ทั่วไทย
Line: @DDC EXPRESS

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้